"Istill believe in paradise
but now at least i know
it's not some place you can look for
cause it's not where you go
it's how you feel for a moment in your life
and if you find that moment it lasts forever"
มันก็มีหลายช่วงเวลาที่เป็นช่วงเวลาที่จะอยู่กับเราไปตลอดกาล ช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะถูกนึกถึงมาเป็นอันดับแรก แต่จะมีสักกี่ช่วงเวลาที่ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขแต่ก็เต็มไปด้วยบทสนทนาที่มีความหมาย สำหรับผม คนที่อายุ 24 ช่วงเวลาที่มีความสุขก็คือได้เที่ยวกับเพื่อน ได้อยู่กะแฟน ไปทะเล เต้น กินของอร่อย กินเบียร์กะเพื่อนสนิท แต่งตัว ซื่อซีดี ซื่อดีวีดี ดูหนัง ฟังเพลง ดูคอนเสิร์ท เล่นไพ่ นอน นี่คือเท่าที่นึกออก และเป็นความสุขหลักๆ แหะๆๆๆๆ แน่นอนว่าช่วงเวลาเหล่านั้นมีความหมาย
ตลอดเวลา 20 ปี (2525-2545) ผมเป็นคนที่ไม่ให้วามสำคัญกับสิ่งอะไรที่ลึกซึ้ง สิ่งอะไรที่จะทำให้บ่อน้ำตาตื้น เช่น ความหมายของคำว่าเพื่อน ซึ่งต่างจากเพื่อนสนิทของผมที่มักจะพูดกรอกหูผมเสมอเกี่ยวกับการให้ความสำคัญ ซึ่งตอนนั้นผมคิดว่าไร้สาระ เพราะผมก็ให้ความสำคัญกะเพื่อนอยู่แล้ว แต่เพราะผมเป็นผม คนที่ปลอบคนไม่เป็น ให้กำลังใจคนอื่นไม่ได้ คนที่พยายามไม่เอาตัวเองไปพัวพันกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและต้องการคำอธิบาย ผมจะอยู่สุขสบายบนโลกของผมเอง ด้วยตัวของผมเอง ความสุขผมจะรับแต่ส่วนที่ออกมาชัดเจนจากคนอื่นเท่านั้น จะไม่ขอความสุข จะไม่อ้อนขอความรัก.....
ปี 2547 ความคิดบางอย่างของผมกำลังจะเปลี่ยนไป
หลังจากสอบปลายภาคเทอมสุดท้ายชองการเป็นนิสิต นักศึกษามหาวิทยาลัย บัณฑิตใหม่สามคนที่เป็นเพื่อนสนิทกันมานมนานสิบปีตัดสินใจไปเที่ยวทะเลกันหลังจากจบมหาลัย เพื่อความพิเศษของการฉลองกันอย่างกลายๆเพราะว่าจบภาคการเรียน กับการต้อนรับการก้าวเข้าสู่วัยทำงาน และฉลองการที่จะไม่ต้องแบมือขอพ่อแม่กิน พวกเราตัดสินใจว่าจะไปไกลหน่อย ไม่เอาพัทยา ไม่เอาบางแสน ไม่เอาหัวหิน หลังจากซึนามิพัดถล่มภาคใต้ไปหนึ่งเดือน เราก็ตัดสินใจว่า กระบี่หลังจากซึนามิพัดกระจายนี่แหละคือจุดหมายที่เราจะไป เพราะที่พักถูกลงอย่างไม่น่าเชื่อ
การไปเที่ยวครั้งนั้นทำให้ผมรู้สึกอิสระอย่างมาก อาจเป็นเพราะว่าทุกสิ่งได้หมดสิ้นไปแล้ว การสอบ ชีสิตนักเรียน ต่อจากนี้ หลังจากทริปนี้ ความเป็นจริงบางอย่างที่เราไม่ได้รู้มาก่อนกำลังจะมาเยือน สองวันที่กระบี่ และอีกสองวันที่สมุย ภาพต่างๆกำลังปรากฎขึ้นมาในหัวของผม ภาพที่พักที่เรานอน ภาพอาหารที่เรากิน ภาพคนแปลกหน้า นักท่องเที่ยวที่เราบังเอิญไปพานพบ และตกเย็นด้วยการไปกินเบียร์ด้วยกัน และกลางวันวันหนึ่งที่สมุย ไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนต้นคิด แต่ที่แน่ๆไม่ใช่ผม มีเพื่อนผมคนนึงพูดขึ้นมาว่า "เฮ้ย กูมีสมุด มาเขียนกลอนหรืออะไรก็ได้ลงในสมุดเล่มนี้กันเหอะ เขียนได้คนละหนึ่งกลอน หรือจะเรียกว่าอะไรก็ได้ เอาความรู้สึกที่มีตอนเนี้ย สดๆเลย เขียนลงไป" ผมหันมองหน้าเพื่อน แสดงความตื่นเต้นเพราะเห็นว่าเป็นความคิดที่เจ๋งมาก จากนั้นทุกคนก็เริ่มลงมือเขียน ... ผมนั้นก็นั่งนึกอยู่นานว่าจะเขียนอะไรดี คิดไปพลางก็มองหน้าเพื่อน เห็นสีหน้าเพื่อนแต่ละคนยังกะนักปรัชญา ฮ่าๆๆๆๆ ...ผมนั่งนึกไป เบื้องหน้าเป็นทะเลยามบ่ายต้นๆ แสงแดดแรง ทะเลสวยมาก ปากกาที่จดจ่ออยู่กะสมุด เสียงหายใจ และท้องทะเลที่ไม่มีที่สิ้นสุดเบื้องหน้า ทำให้ผมอาจจะเขียนอะไรไปไม่ได้มากกว่า ประโยคที่สุดท้ายแล้วแปลว่าความสุขและความอิสระ
ความเงียบเข้าครอบงำเราทั้งสาม ทุกคนเขียนๆหยุดๆ เขียนๆหยุดๆ ท่ามกลางเสียงคลื่นที่ซัดมาเป็นระลอก ผมก็เริ่มกลัวว่าาถ้าเขียนอะไรงี่เง่าๆไปจะกลายเป็นมุขตลกให้เพื่อนหัวเราะ เลยคร่ำเครียดซะหน่อย... ในที่สุด ผลงานของทุกคนก็เสร็จ จากนั้น ก็เป็นการอ่านกลอนของคนทุกคน ผมจำได้ถึงเวลานั้นว่า ตื่นเต้นและมีความสุขที่ได้ฟังสิ่งที่เพื่อนที่สนิทที่สุดของผมคิดในเวลานั้น พออ่านของคนไหนเสร็จคนนั้นก็อธิบายสิ่งที่เค้าเขียนว่าอะไรทำให้คิดได้ยังงี้ ...หลังจากนั้นเพื่อนเจ้าของสมุดก็ปิดสมุดเล่มนั้นแล้วบอกว่า "สมุดนี้จะเก็บไว้ ถ้าวันไหนอยากอ่านก็มาเปิดอ่านละกัน"
ตอนนี้ผมอยากไปขอเพื่อนเปิดสมุดเล่มนั้นมาก เป็นสิ่งที่อยากทำลำดับต้นๆตอนนี้เลยทีเดียว แต่ยังไงก้ต้องรอกลับไทยก่อน พอกลับไปเสร็จจะไปอ่านสมุดนี้เป็นลำดับแรกเลย
หลังจากสมุดเล่มนั้นปิดและเก็บไว้ในลิ้นชักของบ้านเพื่อน ผมก็จำต้องมาเรียนที่อังกฤษ นี่ก็สองปีแล้ว ที่ห่างจากเพื่อน และค้นพบว่าตลอดเวลา 20 ปี ที่ผมมีความคิดที่ว่า "ผมจะอยู่สุขสบายบนโลกของผมเอง ด้วยตัวของผมเอง ความสุขผมจะรับแต่ส่วนที่ออกมาชัดเจนจากคนอื่นเท่านั้น จะไม่ขอความสุข จะไม่อ้อนขอความรัก....." เป็นความคิดที่ผิด เพราะโลกที่ปราศจากเพื่อนสนิทอยู่ใกล้ๆเป็นโลกที่เม้ต็มไปด้วยสิ่งสวยงามก็รับรู้ไม่ได้ ผมชักจะเริ่มเชื่อว่าถ้าผมอยู่ที่ไทย ผมอาจจะไม่รู้สึกอย่างนี้ แต่สมุดเล่มนั้นกับสิ่งที่เขียนอยู่ในนั้นเป็นจุดเปลี่ยนที่มีความหมาย สำหรับผมคือการมาเรียนที่นี่และได้รับรู้กับความเหงาที่ไม่เคยคิดว่ามีอยู่จริง แต่สำหรับเพื่อนผมอีกสองคนอาจจะเป็นการก้าวไปสู่วัยทำงาน ซึ่งตามที่มันเล่าให้ฟังมันก็เปลี่ยนหลายๆอย่างเหมือนกัน
ที่จริงแล้วคนเราก็ต้องเปลี่ยน เพราะชีวิตมันไม่เหมือนเดิม ไม่งั้นมันจะมีคำว่าจังหวะชีวิตขึ้นมาหรือ แต่ผมอยากจะคิดถึงสมุดเล่มนั้นว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยน เป็นยุค pre-2547 กับ post-2547 โดยมีสมุดเป็นตัวคั่น ซึ่งสำหรับตัวผมแล้วมันกลายเป็น pre-sentimental กับ post-sentimental
Song: Beached
Artist: Orbital